โลกสองขั้ว: เฟดคงดอกเบี้ยสูง สวนทางตลาดเกิดใหม่ | โอกาสซ่อนอยู่ในหุ้น AI และญี่ปุ่น?
วิเคราะห์ 2 ธ.ค. 2568: ตลาดเผชิญภาวะเงินตึงตัวในสหรัฐฯ ขณะที่เศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ชะลอตัวและลดดอกเบี้ย แนะจับตาโอกาสในหุ้นเทคโนโลยี AI ที่เน้นประสิทธิภาพและตลาดญี่ปุ่นที่ได้อานิสงส์
รู้สึกเหมือนนั่งรถไฟเหาะกันอยู่ไหมครับ? เดี๋ยวข่าวดี เดี๋ยวข่าวร้าย ตลาดหุ้นทั่วโลกตอนนี้เหมือนกำลังฉายหนังคนละม้วนพร้อมๆ กัน ในขณะที่พี่ใหญ่ของโลกอย่างสหรัฐฯ ยืนกรานเสียงแข็งว่าจะคงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงต่อไปอีกพักใหญ่ๆ แต่ฟากฝั่งตลาดเกิดใหม่ (รวมถึงบ้านเรา) กลับส่งสัญญาณหนังชีวิตว่าเศรษฐกิจชักจะไปต่อไม่ไหว ต้องรีบหาวิธีกระตุ้นเป็นการด่วน... วันนี้ 2 ธันวาคม 2025 เรามาจับเข่าคุยกันแบบเพื่อนๆ ที่ www.thaimangkang.com ว่าในโลกที่หมุนด้วยความเร็วสองระดับแบบนี้ เราในฐานะนักลงทุนไทยจะตั้งรับและมองหาโอกาสจากตรงไหนได้บ้าง โดยเฉพาะในสมรภูมิที่ร้อนแรงที่สุดอย่างหุ้นกลุ่ม AI และตลาดที่หลายคนลืมไปแล้วอย่างญี่ปุ่น
วิเคราะห์สถานการณ์ตลาดล่าสุด: เมื่อโลกไม่ได้หมุนไปพร้อมกัน
ภาพรวมเศรษฐกิจโลก ณ ปลายปี 2025 นี้ นิยามได้ด้วยคำว่า "Divergence" หรือ "ความแตกต่าง" อย่างแท้จริงครับ มันคือสภาวะที่นโยบายเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจกับประเทศกำลังพัฒนาเดินสวนทางกันอย่างชัดเจน ซึ่งสร้างทั้งความเสี่ยงและความน่าสนใจในเวลาเดียวกัน ประเด็นหลักๆ ที่เราต้องจับตาดูให้ดี มีดังนี้ครับ
- เฟดไม่ใจอ่อน: ดอกเบี้ยสูงยังอยู่กับเราไปอีกนาน (Higher for Longer)
ในการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งสัญญาณชัดเจนว่ายังไม่รีบลดดอกเบี้ยนโยบาย แม้ตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปจะลดลงมาบ้าง แต่ "เงินเฟ้อพื้นฐาน" (Core Inflation) ที่ไม่รวมราคาอาหารและพลังงานยังคง "เหนียวหนึบ" อยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมายที่ 2% อยู่พอสมควร ประกอบกับตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแกร่งเกินคาด ทำให้เฟดไม่มีความจำเป็นต้องรีบผ่อนคลายนโยบายการเงิน สิ่งนี้ส่งผลโดยตรงให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งแกร่งต่อเนื่อง และสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก - ตลาดเกิดใหม่สวนกระแส: เมื่อการเติบโตสำคัญกว่าค่าเงิน
ตัดภาพมาที่ฝั่งตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) สถานการณ์กลับตรงกันข้าม หลายประเทศรวมถึงบราซิล อินโดนีเซีย และล่าสุดเวียดนาม เริ่มส่งสัญญาณหรือแม้กระทั่ง "ลดดอกเบี้ย" ไปแล้ว เพื่อประคองเศรษฐกิจในประเทศที่กำลังชะลอตัวอย่างหนักจากผลของต้นทุนการเงินที่สูงมานาน นี่คือภาวะ "กลืนไม่เข้าคายไม่ออก" เพราะการลดดอกเบี้ยสวนทางกับเฟด ยิ่งทำให้ค่าเงินของตัวเองอ่อนค่าลง เสี่ยงต่อภาวะเงินทุนไหลออก แต่การไม่ทำอะไรเลยก็อาจทำให้เศรษฐกิจในประเทศเข้าสู่ภาวะถดถอยได้ สำหรับประเทศไทยเองก็อยู่ในสถานการณ์ที่กดดันไม่แพ้กันครับ - ญี่ปุ่น...ม้ามืดที่กลับมาผงาด?
ท่ามกลางความผันผวนนี้ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกลับสร้างผลตอบแทนได้อย่างน่าประทับใจตลอดทั้งปี 2025 การที่ญี่ปุ่นยังคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเป็นพิเศษ (ตรงข้ามกับทั้งโลก) ทำให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงอย่างมาก ซึ่งเป็นประโยชน์มหาศาลต่อบริษัทส่งออกยักษ์ใหญ่ของประเทศ นอกจากนี้ การปฏิรูปโครงสร้างบริษัท (Corporate Governance Reform) ที่ผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนใส่ใจผู้ถือหุ้นมากขึ้น ก็เริ่มออกดอกออกผล ทำให้นักลงทุนต่างชาติหันกลับมาให้ความสนใจตลาดหุ้นญี่ปุ่นอีกครั้งในรอบหลายสิบปี - หุ้น AI: จาก "ความฝัน" สู่ "ของจริง"
กระแส AI ที่บูมสุดขีดในปี 2023-2024 ได้เดินทางมาถึงจุดที่ตลาดเริ่มแยกแยะระหว่าง "ของจริง" กับ "แค่ความฝัน" ได้แล้วครับ ในปี 2025 เราได้เห็นชัดเจนว่าบริษัทที่เป็นผู้ชนะในสงครามนี้คือกลุ่ม "ผู้สร้างพลั่ว" (Pick and Shovel) เช่น ผู้ผลิตชิปประมวลผลขั้นสูง, บริษัท Cloud Computing ที่ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI และบริษัทซอฟต์แวร์ที่ฝัง AI เข้าไปในผลิตภัณฑ์เดิมได้อย่างมีนัยสำคัญและ "เก็บเงินได้จริง" ในขณะที่หุ้น AI น้องใหม่จำนวนมากที่ยังไม่มีโมเดลธุรกิจที่ชัดเจน เริ่มประสบปัญหาสภาพคล่องและไม่สามารถสร้างกำไรได้จริง
ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: ตั้งการ์ดสูงและมองหาโอกาสนอกบ้าน
ในฐานะนักลงทุนที่อยู่ในประเทศไทย สถานการณ์ "โลกสองขั้ว" นี้ส่งผลกระทบกับเราโดยตรงหลายด้านครับ
- ความผันผวนของค่าเงินบาท: การที่เฟดคงดอกเบี้ยสูงแต่ไทยอาจมีแนวโน้มต้องลดดอกเบี้ยในอนาคตเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ใครที่ลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศโดยตรงจะได้รับผลบวกจากส่วนต่างค่าเงิน แต่ในทางกลับกัน บริษัทที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบหรือมีหนี้เป็นสกุลดอลลาร์จะได้รับผลกระทบเชิงลบ
- แรงกดดันต่อตลาดหุ้นไทย (SET): ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นระหว่างไทยกับสหรัฐฯ อาจทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออก (Fund Flow) จากตลาดหุ้นไทยไปยังตลาดที่ให้ผลตอบแทนน่าจูงใจกว่า ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อดัชนี SET โดยรวม ทำให้การคาดหวังผลตอบแทนสูงๆ จากตลาดหุ้นไทยเพียงอย่างเดียวอาจเป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้น
- โอกาสในการกระจายการลงทุน: แต่นี่คือดาบสองคมครับ! ในเมื่อตลาดบ้านเราอาจจะยังไม่สดใสเท่าที่ควร มันจึงเป็น "โอกาสทอง" ที่จะบังคับให้เราต้องมองหาการลงทุนในต่างประเทศอย่างจริงจังมากขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยงและแสวงหาผลตอบแทนจากธีมการลงทุนที่เติบโตดีกว่า
สรุปและคำแนะนำ: โลกซับซ้อนขึ้น แต่โอกาสก็ซ่อนอยู่
เพื่อนๆ นักลงทุนครับ โลกการลงทุน ณ ปลายปี 2025 ไม่ได้ง่ายเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว การมองแค่ปัจจัยในประเทศอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เรากำลังอยู่ในโลกที่สหรัฐฯ, ยุโรป, ญี่ปุ่น และตลาดเกิดใหม่ ต่างเดินอยู่บนเส้นทางเศรษฐกิจของตัวเอง แต่สำหรับนักลงทุนที่ข้อมูลแน่นและปรับตัวเร็ว ความซับซ้อนนี้คือบ่อเกิดของโอกาสครับ
คำแนะนำของผมในตอนนี้คือ "คิดนอกกรอบและมองไปทั่วโลก" (Think Globally) ครับ ลองพิจารณาปรับพอร์ตการลงทุนโดยอาจจะลดสัดส่วนการลงทุนที่อิงกับเศรษฐกิจในประเทศลงเล็กน้อย และเพิ่มน้ำหนักให้กับธีมการลงทุนที่กำลังเป็นเทรนด์ของโลก:
- หุ้น AI คุณภาพสูง: แทนที่จะไล่ตามหุ้น AI ตามกระแสทุกตัว ให้หันมาเน้นบริษัทที่เป็น "โครงสร้างพื้นฐาน" ของวงการ AI ที่มีกำไรเติบโตชัดเจนและมีอำนาจต่อรองสูง กองทุนรวมหรือ ETF ที่เน้นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
- ตลาดหุ้นญี่ปุ่น: สำหรับใครที่ต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากสหรัฐฯ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นถือเป็นทางเลือกที่โดดเด่นมากในตอนนี้ จากปัจจัยบวกทั้งเรื่องค่าเงินเยนที่อ่อนค่าและการปฏิรูปโครงสร้างบริษัท การลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้นญี่ปุ่นหรือ ETF ที่อ้างอิงดัชนี Nikkei 225 เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการเข้าถึงโอกาสนี้
สุดท้ายนี้ ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวสำหรับการลงทุนครับ แต่การทำความเข้าใจภาพใหญ่ของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป จะช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างเฉียบคมมากขึ้น ในภาวะที่โลกหมุนด้วยความเร็วสองระดับแบบนี้ คนที่ปรับตัวและมองเห็นโอกาสได้ก่อน ย่อมเป็นผู้ได้เปรียบในเกมการลงทุนระยะยาวเสมอครับ