ตลาด 2 สปีด: AI นำทัพหุ้นสหรัฐฯ вз ยุโรปเสี่ยงถดถอย - จัดพอร์ตโค้งสุดท้ายปี 2025

บทวิเคราะห์ 5 ธ.ค. 2568: สัญญาณดอกเบี้ยสหรัฐฯ หนุนหุ้นเทคฯ และ AI เต็มสูบ สวนทางเศรษฐกิจยุโรปที่ชะลอตัว ชี้โอกาสลงทุนในเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด

ตลาด 2 สปีด: AI นำทัพหุ้นสหรัฐฯ вз ยุโรปเสี่ยงถดถอย - จัดพอร์ตโค้งสุดท้ายปี 2025

สวัสดีครับเพื่อนๆ นักลงทุนชาวไทยมั่งคั่งทุกคน! กลับมาพบกันอีกครั้งในโค้งสุดท้ายของปี 2025 นะครับ เผลอแป๊บเดียวเราก็เดินทางมาถึงเดือนธันวาคมกันแล้ว บรรยากาศอาจจะเริ่มเย็นลง แต่ตลาดหุ้นทั่วโลกนี่สิครับ...ร้อนระอุและหนาวเหน็บในเวลาเดียวกัน! วันนี้เราจะมาคุยกันในธีมที่ผมเชื่อว่าทุกคนสัมผัสได้ นั่นคือ "ตลาด 2 สปีด" ที่ข้างหนึ่งติดเทอร์โบวิ่งฉิวด้วยพลัง AI ส่วนอีกข้างเหมือนรถที่กำลังจะน้ำมันหมดอยู่รอมร่อ เราในฐานะนักลงทุนไทยจะวางหมากเกมนี้ยังไงในช่วงท้ายปีและมองต่อไปถึงปี 2026...มาหาคำตอบกันครับ

วิเคราะห์สถานการณ์ตลาดล่าสุด (ณ ธันวาคม 2025)

ก่อนจะไปจัดพอร์ต เราต้องเข้าใจภาพใหญ่กันก่อน ว่ากันตามตรง สถานการณ์ตอนนี้ชัดเจนมากครับว่าโลกการลงทุนกำลังแบ่งออกเป็นสองขั้วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ข้อมูลข่าวสารและเทรนด์ใหญ่ๆ ที่ผมรวบรวมมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ตอกย้ำภาพนี้ให้ชัดขึ้นไปอีก:

  • ฝั่งเร่งเครื่อง: สหรัฐอเมริกา พระเอกขี่ม้าขาวนามว่า AI

    ใครจะไปคิดว่าหลังจากมรสุมเงินเฟ้อครั้งใหญ่ สหรัฐฯ จะกลับมาแข็งแกร่งได้ขนาดนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดยังคงออกมาดีเกินคาด การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ครั้งล่าสุดในเดือนพฤศจิกายนก็มีมติ "คง" อัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 4.75% พร้อมส่งสัญญาณว่าอาจจะยืนดอกเบี้ยสูงไปอีกสักพัก เพราะเศรษฐกิจยังร้อนแรงเกินกว่าจะรีบลดดอกเบี้ยได้ แต่ความร้อนแรงนี้ไม่ได้มาจากทุกภาคส่วนนะครับ หัวจักรสำคัญที่ลากเศรษฐกิจและตลาดหุ้น S&P 500 ทะยานทำจุดสูงสุดใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า ก็คือ "หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี AI" นำโดยขาประจำอย่าง NVIDIA, Microsoft, Alphabet และบริษัทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Ecosystem ของ AI ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตชิป, ผู้ให้บริการคลาวด์ หรือผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ ผลประกอบการไตรมาส 3 ที่ผ่านมาของบริษัทเหล่านี้เติบโตอย่างก้าวกระโดด สวนทางกับสภาวะเศรษฐกิจโลกโดยรวม นี่คือ Mega Trend ของจริงที่พิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่แค่กระแสชั่ววูบ แต่เป็น "เครื่องยนต์" ใหม่ที่สร้างทั้งผลิตภาพ (Productivity) และกำไรมหาศาลให้กับบริษัทที่ปรับตัวได้ทัน

  • ฝั่งแผ่วปลาย: ยุโรปกับความเสี่ยงภาวะถดถอยที่ชัดเจนขึ้น

    ตัดภาพมาที่อีกฟากของมหาสมุทรแอตแลนติก สถานการณ์กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง "เยอรมนี" พี่ใหญ่ของยุโรปและเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคการผลิตและการส่งออกอย่างหนัก กำลังเผชิญกับมรสุมรอบด้าน ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (IFO) ลดลงต่อเนื่องมาหลายเดือนแล้ว ปัญหาไม่ได้มีแค่เรื่องพลังงานที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่สงครามยูเครน แต่ยังรวมถึงโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ และการแข่งขันจากจีนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่รุนแรงขึ้น ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ตกอยู่ในที่นั่งลำบากสุดๆ ข้างหนึ่งต้องคุมเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าเป้า แต่อีกข้างก็ต้องประคองเศรษฐกิจที่เปราะบางและเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) หรือที่แย่กว่านั้นคือภาวะเศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) เริ่มมีเสียงจากกรรมการ ECB บางท่านเปรยๆ ถึงความเป็นไปได้ที่จะต้อง "ลด" ดอกเบี้ยในไตรมาสแรกของปี 2026 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่สวนทางกับเฟดอย่างชัดเจน

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

เมื่อโลกหมุนด้วยความเร็วไม่เท่ากันแบบนี้ ผลกระทบย่อมส่งมาถึงเราเต็มๆ ครับ ประเด็นแรกที่ใกล้ตัวที่สุดคือ "ค่าเงินบาท" การที่เฟดคงดอกเบี้ยสูงขณะที่ยุโรปอาจจะต้องลดดอกเบี้ย ทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นโดยเปรียบเทียบ กดดันให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลง ซึ่งก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียต่อเศรษฐกิจบ้านเรา ข้อดีคือภาคการส่งออกและท่องเที่ยวจะได้ประโยชน์ แต่ข้อเสียคือต้นทุนการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะพลังงาน จะสูงขึ้นและอาจซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อในประเทศได้

ประเด็นที่สองคือ "ทิศทางของ Fund Flow" หรือเงินทุนเคลื่อนย้าย เป็นธรรมชาติที่เงินจะไหลจากที่ที่ผลตอบแทนต่ำและความเสี่ยงสูง ไปยังที่ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าและเติบโตชัดเจนกว่า นั่นหมายความว่าเม็ดเงินลงทุนทั่วโลกมีแนวโน้มไหลออกจากยุโรป และมุ่งหน้าเข้าสู่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่ม AI อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่ยังคุกรุ่นอยู่ Mega Trend เรื่อง "การย้ายฐานการผลิต" หรือ "Friend-shoring" ก็ทำให้ภูมิภาคอาเซียนรวมถึงประเทศไทยกลายเป็น "ตาอยู่" ที่ได้รับอานิสงส์ไปด้วย เราจะเห็นเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นในภูมิภาคนี้มากขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับซัพพลายเชน เช่น นิคมอุตสาหกรรม, โลจิสติกส์ และการบริโภคภายในประเทศที่แข็งแกร่ง

สรุปและคำแนะนำ: จัดพอร์ตโค้งสุดท้ายปี 2025 มองข้ามช็อตไป 2026

ภาพชัดเจนขนาดนี้แล้ว การนิ่งเฉยคงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีครับ สำหรับการปรับพอร์ตในช่วงเวลาที่เหลือของปี และวางกลยุทธ์สำหรับปีหน้า ผมมีข้อแนะนำ 3 ข้อดังนี้ครับ

1. ยังคงต้องมีสหรัฐฯ เป็นแกนหลัก แต่ต้อง "เลือก" มากขึ้น: ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเติบโตของโลกในตอนนี้ถูกขับเคลื่อนโดยสหรัฐฯ การให้น้ำหนักการลงทุน (Overweight) ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่ถูกต้อง แต่ด้วยราคาหุ้นกลุ่มนำที่สูงขึ้นมากแล้ว อาจจะต้องมองหาโอกาสในหุ้น "แถวสอง" ของธีม AI มากขึ้น เช่น บริษัทที่ทำเกี่ยวกับ Cybersecurity, บริษัทผลิตชิ้นส่วนขั้นสูงที่ป้อนให้กับผู้ผลิตชิป หรือบริษัทซอฟต์แวร์เฉพาะทางที่นำ AI ไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งอาจจะยังมี Valuation ที่น่าสนใจกว่า

2. ลดน้ำหนักยุโรป แต่ "จับตา" รอจังหวะพลิกฟื้น: สำหรับตลาดยุโรป ด้วยความเสี่ยงที่รออยู่ข้างหน้า การลดน้ำหนักการลงทุน (Underweight) หรือคงสัดส่วนไว้เท่าเดิมน่าจะเป็นทางที่ปลอดภัยกว่า อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าเราจะเมินยุโรปไปเลยนะครับ จุดที่น่าจับตาคือ "สัญญาณการลดดอกเบี้ยครั้งแรกของ ECB" ซึ่งคาดว่าอาจจะเกิดขึ้นในครึ่งแรกของปี 2026 หากเกิดขึ้นจริง นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของรอบการฟื้นตัวครั้งใหม่ของตลาดยุโรปที่เราสามารถกลับเข้าไปสะสมได้ในราคาที่ยังไม่แพง

3. อย่ามองข้าม "ตลาดหุ้นไทยและเวียดนาม": ท่ามกลางความผันผวนของโลก ตลาดในบ้านเราและเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามกลับมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวจากการย้ายฐานการผลิตและการเติบโตของการบริโภคภายในประเทศ การกระจายความเสี่ยงมาลงทุนในกองทุนรวมหุ้นไทย (SET) หรือหุ้นเวียดนาม (VN30) ที่ได้ประโยชน์จากธีมนี้ จะช่วยสร้างสมดุลให้กับพอร์ตและเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้ครับ

โลกการลงทุนปี 2025 สอนให้เรารู้ว่า "ค่าเฉลี่ย" อาจไม่มีอยู่จริงอีกต่อไป การมองตลาดเป็นภาพเดียวอาจทำให้เราพลาดโอกาสและประเมินความเสี่ยงผิดพลาดได้ การทำความเข้าใจความแตกต่างของแต่ละภูมิภาคและปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับ "ตลาด 2 สปีด" คือกุญแจสำคัญที่จะนำทางพอร์ตของเราไปสู่ความมั่งคั่งในปี 2026 ที่กำลังจะมาถึงครับ ขอให้ทุกคนโชคดีกับการลงทุนครับ!